ชนบทในเมือง ภาพ+เรื่องดีๆเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
posted on 03 Nov 2007 17:59 by fujiwararyu
เอนทรี่นี้ออกจะอัพเร็วไปนิดนึง เพราะเอนทรี่ที่แล้วอัพเมื่อวาน วันนี้ก็อัพอีกแล้ว รูปกีฬาสีดูเอนทรี่ที่แล้วได้นะครับ
พอดีวันนี้ผมตาแม่ไปขายยาสีฟัน(ยาสีฟันสมุนไพรxanthofreshที่คิดสูตรและวัตถุดิบมาจากประเทศไทยล้วนๆ)
แต่เรื่องขายยาสีฟันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องที่ผมอยากมานำเสนอในเอนทรี่นี้คือ สิ่งดีๆที่ไม่ควรมองข้าม พื้นที่สีเขียวเล็กๆที่อยู่ในกรุงเทพ
ตลาดน้ำคลองลัดมะยม
ซึ่งวันนี้ทางตลาดน้ำได้จัดeventขึ้นมาเพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับคนไทย
ผมไปตอนประมาณบ่ายโมง ตอนแรกผมก็ไม่รู้อะไรหรอกครับว่าจะมีจัดงานพูดอะไร แต่พอไปถึงได้ยินว่าจะเปิดเวทีสนธนาเกี่ยวกับชาวสวนจะช่วยภาวะโลกร้อนได้อย่างไร ผมก็เลยเกิดอาการอยากฟัง เพราะผมเคยได้ช่วยเพื่อนเป็นวิทยากรให้ความรู้กับน้องๆในโรงเรียนและผมก็รู้ว่าปัญหานี้เป้นปัญหาสำคัญมาก แต่ก่อนจะมาพูดเรื่องเครียดๆกัน ผมก็เอารูปสวยๆมาให้ดูก่อน
ทางเดินในตลาด ![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
บรรยากาศในตลาด
![]()
![]()
![]()
![]()
บรรยากาศภายนอกตลาด
นี่เป็นที่ฝึกต่อเรือจำลอง โดยมีคุณลุงที่เห้นในภาพเป็นผู้สอนครับ(พอดีผมไม่กล้าขอคุณลุงถ่ายรูปเลยถ่ายมาแบบนี้แทน)
คุณลุงเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรือในหลายประเภททั้งประวัติและรูปแบบต่างๆของเรือ(วันนี้ผมไปดูก็ได้ความรู้มาเยอะเหมือนกันครับ
คุณลุงมีชื่อว่า สุรชัย รุณบุญรอด
อยู่ที่บ้านหัตถกรรม (พิพิธภัณฑ์เรือจำลองตลิ่งชัน) คุณลุงรับต่อเรือและรับสอนด้วยครับ
ถ้าใครอยากไปก็ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ถนนบางระมาด แขวงบางละมาด เขตตลิ่งชัน
โทร 028821853/0816113998
![]()
![]()
ภายในเป้นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมครับ
อันนี้เป้นเรือจำลองที่คุณลุงต่อเอง
อันนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้าที่เป็นทั้งบ้านและที่ขายของ
อันนี้เรือเครื่องเทศครับ
ป้ายอันนี้ผมชอบมากเลย
บรรยากาศอีกครั้ง
![]()
ทางเข้าสวน
![]()
ภายในยังเป้นสวน เป็นพื้นที่สีเขียวอยู่เลย
มีมุมหนังสือเล็กๆอยู่ที่เรือนเครื่องสับ ไม่กลัวคนขโมย ไม่มีรั้ว ไม่มีประตู เปิดโล่งไม่กลัวขโมย ไม่มีแอร์ไม่มีไฟฟ้าแต่ไม่ร้อน เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขที่หาได้ยาในปัจจุบันโดยเฉพาะในกทม.
ที่ที่จัดกิจกรรม เป้นเรือนเครื่องผูกธรรมดามีเพลงจากวนิพกแสดง
มีละครใบ้
ท่านนี้เป็น1ในวิทยากร4ท่าน
มาเข้าเรื่องที่ผมไปฟังมากันนะครับ
ท่านวิทยากรมีทั้งหมด4ท่านด้วยกันซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้ต้องขออภัยด้วย มีท่านหนึ่งเป็นอ.จากทางมหาวิทยาลัยจุฬามาบรรยาย ผมก้จะเอาสิ่งที่ท่านนักวิชาการมาบรรยายมาถ่ายทอดให้ฟัง และผมจะเสริมความคิดเห็นของตนเองแทรกด้วยนะครับ
เรื่องก็มีสรุปโดยคร่าวๆว่า ประเทศไทยนั้น แต่เดิม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุข ซึ่งปัจจุบันหาได้น้อยมาก คนไทยจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม แม้ไม่มีความรู้ก็สามารถอยู่ได้ อย่างถูกต้อง ตามวัฏจักรของโลก ของจักรวาล คำว่าธรรมชาติ ธรรมะ คือสิ่งที่เป็นไปเป็นจริง ชาตะ ก็คือวัฏจักร มีเกิดแก่เจ็บตาย รวมกันแล้วคือวัฏจักรของสิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งมีวงจรของมัน แต่ละวงจรจะสั้นหรือยาวก็แล้วแต่ตัวของมัน อย่างดินก็จะมีวัฏจักรนานหน่อยเป็นล้านๆปี น้ำก็มีวัฏจักรเป็นปี ระเหยเป้นเมฆแล้วตกลงมาเป้นฝนช่วงหน้าฝน
คนในสมัยก่อนรู้ว่าควรจะอยู่ตามจังหวะของวัฏจักรธรรมชาติอย่างนี้ได้อย่างไร แต่คนในปัจจุบันรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาโดยไม่คิดอะไรให้ดีซะก่อน ถ้าท่านนึกภาพไม่ออกผมอยากจะยกตัวอย่างถึงแมลงสาบที่ยุคหนึ่งเคยนำเข้ามาแล้วปรากฏว่าอยู่ได้ดีเกินไปจนสัตว์ดั้งเดิมของประเทศที่ให้ประโยชน์โดนเบียดเบียนที่และลดน้อยลงจนตาย ส่วนแมลงสาบก็ขยายพันธุ์ได้มากเป้นที่น่ารังเกียจในสังคม
ท่านเคยรู้บ้างรึเปล่าว่า คนในสมัยก่อนดูข้างขึ้นข้างแรมและเดือน มีประโยชน์อย่างไร มันมีประโยชน์ทางการเกษตร รู้เวลาน้ำขึ้นที่ปากอ่าว ก็คำนวนได้ว่าไร่ของตนอยู่ห่างจากปากอ่าวแค่ไหน น้ำจะขึ้นที่ไร่กี่โมง และขึ้นตอนเช้าตอนเย็นอันไหนมากกว่า ซึ่งคนเมืองอย่างพวกเราไม่เคยรู้ ผมเองเรียนจนจะจบม.6อยู่แล้วผมก็พึ่งรู้เหมือนกัน ว่ามีอะไรอย่างงี้ด้วย
คุณคงรู้ว่า กรุงเทพตั้งอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คำว่าลุ่มก็บอกอยู่ว่ามันคือที่ที่น้ำท่วมถึง เราก็ไปบังคับมันไม่ให้น้ำท่วมถึง และผมกระทบที่ตามมาเป็นปัญหาหลายอย่างเลยคือ ดินทรุด เนื่องจากน้ำที่ท่วมจะพาเอาตะกอนมาด้วย พาเอาแพลงตอนมาด้วย ทำให้ลุ่มน้ำอุดมสมบูรณ์ มีปลา มีอาหาร ตะกอนก็มากับน้ำมาถมดินให้สูงขึ้น ทำให้ดินงอก แต่ก่อนที่กรุงเทพปลุกผลไม้อร่อยหวานก็เพราะมีดินตะกอนมาทับถมทุกฤดูน้ำหลาก แต่ความโง่ ที่มาสร้างเมืองตรงนี้ จึงต้องทำให้น้ำไม่ท่วม พอไม่มีน้ำท่วม ดินก็ไม่มา กรุงเทพก็ทรุดลงเรื่อยๆ แต่ไม่มีอะไรมาทดแทน ซักวันมันก้จะจมลงสู่ทะเล เพราะความโง่ที่เราไปสร้างเมืองที่นี่เหมือนกับ สนามบินที่สร้างบนหนอง หนองก็คือที่ที่มีน้ำขัง ที่ดอนคือที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง คุณก็คิดเอาเองละกันว่าอย่างไหนมันจะสร้างสนามบินได้ดีกว่า คือคนไทยรับมาแต่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอย่างไร อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ทำตามจังหวะที่ควรจะเป็น (พูดจริงๆผมก้เรียนมาตั้ง12ปีแถมอยู่สายวิทย์คณิต ผมก็พึ่งรู้ว่าการที่น้ำท่วมมันมีประโยชน์อย่างไร ผมสงสัยว่าทำไมไม่มีการบรรจุอยู่ในหลักสูตรที่เรียน)
ผมอยากจะพูดคำเปรียบเทียบที่ท่านวิทยากรได้ให้ไว้ ท่านคงเคยเห็นแม่ค้าที่แบกหาม กระจาด ขายของตามข้างถนน มีไม้ไผ่เป็นคาน คนสมัยก่อนใช้ไม้ไผ่เป็นคานเพราะไม่ไผ่มีความยืดหยุ่น ทำให้ผ่อนแรง พอยกกระจาด2ข้างขึ้นไม้ไผ่จะงอโค้งลง แล้วมันก้จะดีดตัว(พูดยากๆก็คือมันจะมีแรงปฏิกิริยาดีดตัวกลับ)ทำให้ของที่แบกไม่มีน้ำหนัก แล้วก้เดิน แล้วก้จะรอ ถ้ามันดีดลงก็หยุดให้น้ำหนักถ่ายเทลงดินพอดีดขึ้นก็ก้าวเดิน แต่ถ้าไม่เดินตามจังหวะจะหนักเป็น2เท่าจนไหล่อาจจะหัก นี่คือ การใช้ชีวิตให้เป้นไปตามจังหวะของมัน เหมือนกับการที่เรายอมให้น้ำท่วม ทำให้หน้าดินอุดมสมบูรณ์มีดินมาถม เหมือนกับที่เราสร้างสนามบินบนที่ดอน ถ้าไม่ก็จะให้ผลลัพท์เป็นโทษอนันต์
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ประเทศตนเองเป้นอย่างไร ควรจะใช้ชีวิตอย่างไร คนสมัยก่อนปลูกเรือนแพ ไม่มีทางที่น้ำจะท่วมเรือนแพได้ คนสมัยก่อนปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม อยู่ไปตามนั้น ถึงไม่มีความรู้ก็อยู่ได้อย่างชาญฉลาด
อีกอย่างที่ท่านวิทยากรฝากไว้คือ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เปรียบเหมือนทรายที่ยุบตัวไปเรื่อยๆ แต่ธรรมชาติ เปรียบดังต้นไม้ที่จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆทุกปี แล้วท่านจะฝากสิ่งใดให้กับลูกหลานของท่าน
ผมว่าคนไทย รู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไรแม้ไม่มีความรู้แต่แรกแล้ว แต่พอมีต่างชาติมาให้ความรู้ คนไทย ที่ไม่เคยมีความรู้ ก็เลยทำตามคนที่มีความรู้ด้วยมีธีของเขา ทั้งๆที่เขาเนี่ยไม่ได้คิดหรอกว่าประเทศเราเป้นอย่างไร เขาคิดแต่ว่าประเทศของเขาทำอย่างนั้นแล้วดีก้คิดว่าเราทำแล้วดีด้วย ซึ่งมันไม่ใช่
ผมว่าคนไทยรู้ช้าไป รู้ปัญหาตอนที่ทุกอย่างมันใกล้จะสายไปแล้ว มันมีอะไรหลายอย่างมาเป็นปัญหา ผมอยากรู้ว่าคุณหละ คิดจะปล่อยมันไปหรือคุณจะเริ่มแก้ปัญหา จากคุณเองซึ้งเป็นจุดเล็กๆ
อย่าลืมว่าจุดเล็กๆหลายๆจุดก็รวมกันเป็นเส้นได้ และจากเส้นหลายๆเส้นก็กลายเป้นภาพขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามได้
ผมเองก็มีถุงผ้าติดกระเป๋า เวลาไปซื้อของก็เอาถุงผ้าไปใส่ (ถุงผ้าผมได้รับแจกจากการซื้อของที่ซุปเปอร์มาเกต)
อย่างไปงานหนังสือ ผมได้ถุงพลาสติกกลับมาเพียง3ใบทั้งๆที่ซื้อหนังสือเป้น10เล่ม ผมอยากรู้ว่าคุณได้ถุงกลับมากี่ใบ
ฝากคิดให้คุณมองเห็นสิ่งที่ควรทำได้แล้ว
edit @ 3 Nov 2007 21:57:08 by องค์ชายริวแห่งวังบาดานฟูจิวาระ

แต่อ่านประโยคท้ายๆแล้วให้แง่คิดที่ดีนะ
เดี๋ยวนี้ตอนซื้อการ์ตุนพี่ก็ไม่เอาถุงแล้ว ใช้ใส่กระเป๋าเลย
ส่วนถุงนิตยสารที่จำเป็นต้องใส่ก็เอามารีไซเคิลต่อที่บ้าน
เห็นภาพถ่ายแล้วอยากไปมั่งจังแฮะ
ท่าทางมีอะไรน่าเก็บตกเยอะ
#1 By โคค่อน on 2007-11-03 20:48