คำพ่อสอน
posted on 05 Dec 2006 19:56 by fujiwararyu
ผมได้คัดบทความจากหนังสือ "สมุดบันทึกเศรษฐกิจพอเพียง" มา
ซึ่งบทความเหล่านี้ มีความหมายที่ลึกซึ้งและสามารถนำไปใช้ในชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี
"การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมี พอกิน..."(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา:๔ ธันวาคม ๒๕๔๐)
อันนี้ผมตัดมาเฉพาะท่อนแรก เพราะเพียงท่อนเดียวก็สามารถปรับใช้ได้หลายอย่างในชีวิตของคนเรา ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เศรษฐกิจพอเพียง แต่ยังหมายรวมถึงทุกสิ่งซึ่งผมได้ตีความออกมาได้2ประการ
ประการแรก ในความหมายของบริษัท กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องทุ่มทุนมาก สร้างบริษัทที่ใหญ่โต มีพนักงานมหาศาลเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนสูง แต่ต้องคิดว่า เรามีทุนเท่าไหร่ จะสร้างบริษัทยังไงให้อยู่ได้โดยมีกำไร ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่ต้องอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง
ประการที่สอง ในความหมายของนักเรียน นักศึกษา กล่าวคือ การที่จะเก่งในทุกๆอย่าง หรือเยี่ยมยอดในด้านใดด้านหนึ่งนั้น ถ้าเป็นได้ ก็ดี แต่ถ้าเป็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่สำคัญ สำคัญคือ ต้องสามารถนำความรู้ที่ใช้มาทำให้เราอยู่รอดได้ และ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ จึงจะเรียกว่าสำเร็จการศึกษา
ผมจะนำพระราชดำรัสอื่นของท่านมาให้อ่านกันในโอกาสต่อไป
นี่เป็นเรียงความในการพูดหน้าชั้นเรียนของผมเมื่อเทอมที่แล้ว
ในหัวข้อ"ความประทับใจ"
ชื่อเรื่อง-พลุที่วัดอรุณ
ในช่วงวันที่๙-๑๓ มิถุนายนที่ผ่านมาเพื่อนๆได้ไปชมขบวนเห่เรือหรือชมพูที่ไหนบ้างรึล่าครับ?
ตัวผมนั้น ได้มีโอกาสไปชมพลุในวันที่๑๐ ณ วัดอรุณ
ระหว่างทาง แม่ของผมได้เล่าถึงข้าราชการคนหนึ่ง เมื่อตอนที่เขาได้รับเข้าราชการ
ในหลวงได้ให้พระราชโอวาทกับเหล่าข้าราชการที่เข้าใหม่อันมีใจความตอนหนึ่งว่า
"ให้ปิดทองหลังพระ"
ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ตลอดชีวิตของข้าราชการคนนี้ปิดทองหลังพระมาตลอด เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งช้ามาก แต่บุคคลอื่นที่ทำดีเอาหน้ากลับเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปหลายยศแล้ว
วันหนึ่ง ข้าราชการคนนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงอีกครั้งเขาจึงบอกกับในหลวงว่า
ข้าพเจ้าได้ทำตามที่ท่านตรัสไว้เมื่อวันที่ข้าพเจ้าเข้ารับราชการใหม่ๆมาตลอด คือปิดทองหลังพระ แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเร้วเหมือนคนอื่น ข้าพเจ้ารู้สึกท้อใจและอยากเลิกทำ"
ในหลวงจึงมีพระราชปฏิสันฐานตอบว่า
"จงปิดทองหลังพระต่อไปเรื่อยๆ ซักวัน ทองก็จะล้นออกมาหน้าพระเอง"
และนี่ก็เป็นความประทับใจสิ่งแรกที่ข้าพเจ้าพบในวันนั้น
ไม่นานนักรถก็จอดริมรั้ววัด ซึ่งผมเดินไปตามทางที่ปูด้วยแผ่นหินจนเข้าไปถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนต่างมาชุมนุมกันอย่างหนาแน่น บ้านก็อยู่บนพระปรางค์ บ้างก็ปูเสื่อบนสนามหญ้า บ้างก็นั่งอยู่บนอัฐจรรย์ ซึ่งผมได้มาทราบที่หลังว่าคนที่มานั่งตรงอัฐจรรย์นั้น มาถึงก่อนบ่ายสองเสียอีก
ข้าพเจ้าเดินไปยังรั้วริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันมีพื้นยกระดับกว้างประมาณครึ่งเมตร ซึ่งแน่นอนว่าเต็มไปด้วยผู่คนที่มารอดูอย่างเนืองแน่น ผมก็ยืนรออยู่ตรงนั้นเผื่อจะมีโอกาสได้ขึ้นไปยืนบนนั้นได้
ขณะรอนั้นกลุ่มคนด้านข้างก็ชวนคนโดยรอบร้องเพลงสดุดีมหาราชาถวายในหลวง ในรอบแรกนั้นก็ไม่ค่อยจะมีคนร้องตาม แต่ในรอบที่สองนั้น ทุกคนอ้าปากเปร่งเสียงร้องออกมาอย่างเต็มที่อย่างไม่อายใคร พร้อมทั้งยังมีคนนำเทียนสีเหลืองส่งต่อเพื่อจะจุดเทียนถวายพระพร
ความรู้สึกอิ่มเอิบใจได้เอ่อล้นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม... บุคคลจากทั่วทุกสารทิศที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนต่างร้องเพลงเพลงเดียวกันด้วยเสียงที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ... ประทีปที่ถูกจุดแล้วส่งต่อไปโดยรอบอย่างที่ไม่มีใครจะคิดถึงต้นทุนค่าเทียน...
เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกคนตระหนักแล้วว่า บุคคลใดที่เป็นศุนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ บุคคลใดที่เรารักและเทิดทูนอย่างหาที่สุดมิได้ หากไม่ใช่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พ่อหลวงของปวงชนพสกนิกรชาวไทย
ฉากสุดท้ายของความทรงจำนั้นก็คือ พลุนับพันลูดที่ถูกยิงกระหน่ำขึ้นไปบนท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรี ประหนึ่งว่าท้องนภายามค่ำคืนจะกลับกลายเป็นทิวา แสงหลากสีที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าสะกดสายตาของคนโดยรอบ และในที่สุด ละอองแสงสีทองของพลุชุดสุดท้ายก็ค่อยๆร่วงลงมา แต่นั้นไม่ใช่ตอนจบ... โคมประมาณ๖๐อันก็โรยตัวลงมาพร้อมกับเสียงปรบมือและความประทับใจที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจตราบนานเท่านาน
...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ...
ร่วมกันใส่เสื้อเหลืองครับ^-^

ปล.ใกล้สอบแล้วอย่าลืมอ่านหนังสือกันนะครับ (เวลาอ่านหนังสือเนี่ย ขนมเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดเลย~)
edit @ 2006/12/05 19:58:51

ไม่ค่อยเหมือนแฮะ
นึกถึงวันที่คนนับหมื่นนับแสน พากันพร้อมใจใส่เสื้อเหลืองที่ลานพระรูปฯ
รู้สึกได้เลยว่ามีพลังมหาศาล นะคะ
--------------------------------------
แวะมาทักทายจ้า
#1 By หนู๋ไม่รู้หนู๋เมา on 2006-12-05 20:01